ว่าด้วยเรื่องของ "โรแบร์โต มันชินี" ชายผู้ปลุกทีมให้ตื่นมาชูถ้วยแชมป์


ว่าด้วยเรื่องของ "โรแบร์โต มันชินี" ชายผู้ปลุกทีมให้ตื่นมาชูถ้วยแชมป์

ถือว่าเป็นผู้กอบกู้ในฐานะคนปลุกทีมให้ตื่นมาชูถ้วยแชมป์ได้แบบต่อเนื่องเลย สำหรับ “มันโช่” โรแบร์โต มันชินี กุนซือทีมชาติอิตาลีชุดแชมป์ยูโร 2020 หากดูจากประวัติการทำงานในวงการลูกหนังของโค้ชวัย 56 ปี ที่สามารถนำต้นสังกัดตื่นจากการหลับใหลแล้วหวนกลับไปพบกับความสำเร็จได้โดยตลอดเลย

ถ้าจะว่าไปแล้ว “มันโช่” เป็นผู้ที่ปลุกทีมให้ตื่นมาชูถ้วยแชมป์ตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะเสียด้วยซ้ำ โดยเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ โบโลญญา ในปี 1980 แต่ย้ายมาโด่งดังกับ “ลา ซามพ์” ซามพ์โดเรีย ในปี 1982 ซึ่งตอนนั้นเป็นทีมลูกหนังที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวไปสู่ความสำเร็จ หลังจากที่เริ่มก่อตั้งสโมสรเมื่อปี 1946 และเป็นหนึ่งในนักเตะของ “ยุคทอง” ที่ได้ชูถ้วยแชมป์หลายรายการเลยด้วย
untitled-2ไล่ตั้งแต่ความสำเร็จแรกของ “ลา ซามพ์” นั่นก็คือ แชมป์โคปปา อิตาเลีย ในปี 1985 และสามารถต่อยอดได้ถึง 4 สมัยเลยด้วย นอกจากนี้ มันชินี ยังอยู่ในทีมชุดคว้าแชมป์กัลโช เซเรีย อา อิตาลี ในปี 1991 ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของสโมสรจนถึงปัจจุบันเลยด้วย รวมถึงแชมป์ยุโรปจากตอนที่ได้ชูถ้วยยูโรเปียน คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 1990 แต่เป็นรายการที่ได้ยุบการแข่งขันไปแล้วเมื่อปี 1999

หลังจากนั้น “มันโช่” ได้ย้ายไปค้าแข้งกับ “อินทรีฟ้าขาว” ลาซิโอ ในปี 1997 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มก่อร่างสร้างทีมให้กลับไปสู่ความสำเร็จอีกครั้ง และมีส่วนช่วยให้สโมสรเข้าป้ายแชมป์กัลโช เซเรีย อา อิตาลี ในปี 2000 จึงได้หวนกลับคืนสู่บัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดเมืองมะกะโรนีเป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี นับตั้งแต่ตอนที่ได้ชูถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศสมัยแรกในปี 1974
untitled-3ทั้งนี้ มันชินี ได้ตัดสินใจ “แขวนสตั๊ด” เลิกอาชีพค้าแข้งกับ เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมสุดท้ายในชีวิตนักฟุตบอลเมื่อปี 2001 พร้อมกับหันไปเอาดีด้วยงานกุนซือคุมทีมลูกหนังทันที โดยเริ่มต้นจากการคุมทัพ ฟิออเรนตินา ในปี 2001 ก่อนจะย้ายไปคุมทัพ ลาซิโอ ในปี 2002 และมีถ้วยแชมป์โคปปา อิตาเลีย ติดมือกับทั้ง 2 สโมสรด้วยเช่นกัน

หลังจากนั้นได้ย้ายไปรับงานคุมทัพ “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ในปี 2004 และสามารถพาทีมคว้าแชมป์กัลโช เซเรีย อา ในปี 2006 ซึ่งเป็นการหวนกลับมายึดบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดเมืองมะกะโรนีเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ก่อนจะตัดสินใจลองย้ายไปคุมทีมในต่างแดน โดยตอบตกลงรับงานคุมทัพ “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ บนเกาะอังกฤษในปี 2009
untitled-4ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนนั้น แมนฯ ซิตี้ อยู่ในช่วงก่อร่างสร้างทีมเพื่อไปสู่ความสำเร็จ หลังจากที่ได้กลุ่มทุนจากดินแดนอาหรับเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรในปี 2009 โดย มันชินี สามารถพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในปี 2012 และเป็นการหวนกลับคืนสู่บัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปี

ทว่า “มันโช่” ต้องโบกมืออำลา “เรือใบสีฟ้า” ในปี 2013 หลังจากนั้นได้พเนจรไปรับงานคุมทัพ กาลาตาซาราย ในปี 2013 และหวนกลับไปคุมทัพ อินเตอร์ มิลาน ในปี 2014 ก่อนจะย้ายไปคุมทัพ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ในปี 2017 แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงได้ลองรับงานคุมทีมระดับชาติดูบ้าง โดยได้ตอบตกลงรับงานคุมทีมชาติอิตาลีในปี 2018
untitled-5ก่อนหน้านี้ทัพลูกหนัง อิตาลี เคยพบกับช่วงเวลาแห่งความตกต่ำจากตอนที่ไม่ได้ไปโชว์ฝีเท้าในศึกฟุตบอลโลก 2018 แต่ มันชินี ได้ค่อยๆ ลงมือก่อร่างสร้างทีมขึ้นมาใหม่ ทำให้ทีมบ้านเกิดได้ชูถ้วยแชมป์ยูโร 2020 และได้หวนกลับคืนสู่บัลลังก์เจ้ายุโรปในรอบ 53 ปี นับตั้งแต่สมัยแรกที่ได้แชมป์ยูโร 1968 โน่นเลย

ด้วยเหตุนี้ มันชินี จึงถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในฐานะผู้ก่อร่างสร้างทีมให้หวนคืนสู่บัลลังก์แชมป์ได้อีกครั้ง หากดูจากประสบการณ์ที่เคยผ่านโลกของเกมลูกหนังมาแบบโชกโชน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on reddit
Reddit