อีกด้านของปาฏิหาริย์ : บาเยิร์น มิวนิค กับการก้าวข้าม “จากสวรรค์สู่นรก” ปี 1999


อีกด้านของปาฏิหาริย์ : บาเยิร์น มิวนิค กับการก้าวข้าม "จากสวรรค์สู่นรก" ปี 1999

สิ้นเสียงนกหวีดการแข่งขัน นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 1999 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะ ทั้งที่ตามหลังด้วยสกอร์ 0-1 เกือบตลอด 90 นาที ก่อนพวกเขาจะสร้างปาฏิหาริย์ ยิงสองประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ พลิกชนะ 2-1

ทุกเรื่องราวของผู้ชนะ ย่อมมีเรื่องราวของผู้แพ้ ขณะที่ผู้เล่นปีศาจแดงกำลังยิ้มให้กับความสำเร็จ นักเตะของ “บาเยิร์น มิวนิค” แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า เพราะพวกเขาเล่นดีกว่า 90 นาที แต่ทุกอย่างกลับจบลงด้วยความผิดหวัง

นี่คืออีกด้านของปาฏิหาริย์ที่ คัมป์ นู เมื่อแข้งเสือใต้ร่วงหล่นจากสวรรค์สู่นรกภายในพริบตา แต่พวกเขาทำในสิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า ด้วยการก้าวข้ามความผิดหวัง และกลับมาเป็นแชมป์ยุโรปในอีกไม่กี่ปีถัดมา

ซีซั่นที่ (เกือบ) น่าจดจำ

หากไม่นับความพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ฤดูกาล 1998-99 นับเป็นขวบปีที่น่าจดจำของบาเยิร์น มิวนิค จากการกลับมาคว้าแชมป์ลีกอีกครั้ง หลังทำผลงานอับอายขายหน้า แถมสร้างเรื่องอื้อฉาวไม่หยุดในช่วงหลายปีก่อน

1

ย้อนกลับไปกลางยุค 90s บาเยิร์น มิวนิค มีฉายาว่า “เอฟซี ฮอลลีวูด” หรือ สโมสรฟุตบอลของเหล่าดารา ซึ่งเป็นคำล้อเลียนที่ตั้งขึ้นโดยสื่อกีฬาเยอรมัน เพื่อวิจารณ์พฤติกรรมของนักเตะเสือใต้ขณะนั้น ที่สร้างข่าวฉาวจนกลายเป็นคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์แนวกอสซิปบ่อยครั้ง

หากทำผลงานดีในสนาม จะทำตัวเหลวแหลกอย่างไรคงไม่มีใครว่า แต่นักเตะเสือใต้กลับหมดทรงทั้งในและนอกสนาม จากการคว้าแชมป์บุนเดสลีกาเพียงสมัยเดียว ในช่วงปี 1994-1998 

หลายคนมองว่า สาเหตุที่แข้งบาเยิร์นฟอร์มร่วงขนาดนี้ ทั้งที่มีแต่ซูเปอร์สตาร์ คือความบกพร่องจากเฮดโค้ชที่ไม่สามารถควบคุมอีโก้ของนักเตะเสือใต้

โจวานนี ตราปัตโตนี ถือเป็นเหยื่อรายแรกของ เอฟซี ฮอลลีวูด เขาถูกปลดจากตำแหน่งภายในหนึ่งปี หลังพลาดแชมป์ลีกในปี 1995 ก่อนที่ อ็อตโต เรห์ฮาเกิล จะเข้ามาเป็นเหยื่อรายต่อไป

เขาถูกเด้งในช่วงปลายฤดูกาล 1995-96 หลังถูกนักเตะวิจารณ์ถึงแทคติกอันล้าหลัง แม้มีเกมนัดชิง ยูฟ่า คัพ (ยูโรปา ลีก ในปัจจุบัน) รออยู่ตรงหน้า ก่อนที่ตราปัตโตนี จะหวนกลับมาคุมทีมอีกครั้งในฤดูกาลถัดมา แม้ผู้บริหารบาเยิร์นจะรู้ดีว่า การทำงานสบายๆ สไตล์อิตาลี ไม่มีทางเข้ากันได้กับ เอฟซี ฮอลลีวูด 

สิ่งที่ผู้บริหารกังวล เป็นจริงอีกครั้ง เพราะถึง “อิล แทรป” จะนำทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกา ฤดูกาล 1996-97 แต่ซีซั่นถัดมา ทีมเสือใต้กลับทำได้เพียงรองแชมป์บุนเดสลีกา ถูก ไกเซอร์สเลาเทิร์น ที่เพิ่งเลื่อนชั้นปาดหน้าคว้าแชมป์แบบหน้าตาเฉย

โจทย์ของ บาเยิร์น มิวนิค ก่อนเริ่มต้นฤดูกาล 1998-99 จึงมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น “ทำลาย เอฟซี ฮอลลีวูด ให้สิ้นซาก” เฮดโค้ชคนใหม่ของทัพเสือใต้จึงมีเพียงตัวเลือกเดียวเท่านั้น 

นั่นคือ อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ ผู้จัดการทีมสุดเฮี้ยบ เจ้าของฉายา “ท่านนายพล” ที่เคยปลุกปั้น โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และบุนเดสลีกา 2 สมัย

2

อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ ปฏิวัติทุกอย่างภายใน บาเยิร์น มิวนิค การซ้อมแบบเข้มข้นสไตล์เยอรมันกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับแทคติก 5-4-1 ตำราบอลอุดที่แข็งแกร่ง และมีประสิทธิภาพ ที่จะพาทัพเสือใต้กลับมาสู่ความสำเร็จ

ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ท่านนายพลทำลายฟุตบอลดาราของ เอฟซี ฮอลลีวูด และนำ บาเยิร์น มิวนิค ที่ทุกคนรู้จักกลับมา พวกเขาเปิดตัวด้วยการคว้าแชมป์ ลีกา โพคาล จากการถล่ม สตุตการ์ท 4-0 ก่อนจะยึดจ่าฝูงบุนเดสลีกา ตั้งแต่นัดที่ 2 ของฤดูกาล และไม่เคยร่วงจากอันดับหนึ่ง นับแต่นั้น

บาเยิร์น มิวนิค ภายใต้บังเหียนของ อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ เขียนประวัติศาสตร์ในฤดูกาล 1998-99 ด้วยการเป็นจ่าฝูงที่มีแต้มห่างอันดับสองมากที่สุด 15 แต้ม นับเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดซีซั่นหนึ่งของทัพเสือใต้บนเวทีบุนเดสลีกา

อย่างไรก็ดี มีการแข่งขันอีกสองรายการที่ บาเยิร์น มิวนิค มีลุ้นคว้าแชมป์เช่นกัน นั่นคือ เดเอฟเบ โพคาล ฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทัวร์นาเมนต์อันดับหนึ่งของยุโรป ที่พวกเขาต้องชิงชัยกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ราชาแห่งเกาะอังกฤษในปีนั้น

สวรรค์สู่นรก

ก่อนจะพบกันในรอบชิงชนะเลิศ บาเยิร์น มิวนิค และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงแข่งขันรอบแรกโดยอยู่ในกลุ่มเดียวกัน (แถมในกลุ่มนั้น ยังมี บาร์เซโลนา อยู่ด้วยอีกทีม กลายเป็น Group of Death โดยปริยาย) ซึ่งไม่มีฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำจากการพบกันสองนัดแรก ผลการแข่งขันจบลงด้วยสกอร์ 2-2 และ 1-1 ก่อนควงคู่กันผ่านเข้าสู่รอบต่อไป โดยเสือใต้มีแต้มต่อเล็กน้อย จากการจบในฐานะแชมป์กลุ่ม

3

การกลับมาอีกครั้งของทั้งสองทีมในรอบชิงชนะเลิศ จึงยากที่จะบอกว่าใครเป็นต่อ ใครเป็นรอง เพราะถึงแม้ว่า บาเยิร์น มิวนิค จะคว้าแชมป์บุนเดสลีกาแบบนำขาด และมีโอกาสคว้าแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล ในเดือนถัดมา

แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จอย่างมากในฤดูกาลดังกล่าว จากการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และ เอฟเอ คัพ หมายความว่า ทัพปีศาจแดงกำลังอยู่ในเส้นทางลุ้นทริปเปิลแชมป์ แบบเต็มตัวเช่นกัน

สิ่งเดียวที่พอจะชี้ว่าใครเป็นฝ่ายเหนือกว่าก่อนการแข่งขัน คือ การขาดหายของสองผู้เล่นตัวหลักของทัพปีศาจแดง รอย คีน และ พอล สโคลส์ ที่โดนใบเหลืองจากเกมรอบรองชนะเลิศ นัดสอง ซึ่งทีมปีศาจแดงพลิกนรก บุกชนะ ยูเวนตุส จนครบโควต้า ส่งผลให้สองมิดฟิลด์จอมโหดจากแมนเชสเตอร์หมดสิทธิ์ลงเล่นในเกมสำคัญที่คัมป์ นู

นี่คือความเสียหายครั้งใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพราะถึงแม้ บาเยิร์น มิวนิค จะขาดตัวหลักอย่าง บิเซนเต ลิซาราซู และ โจวานนี เอลแบร์ เนื่องจากอาการบาดเจ็บ แต่การขาดหายของสองแม่ทัพในแดนกลางปีศาจแดง ที่ต้องรับมือกับความแข็งแกร่งของ ​สเตฟาน เอฟเฟนแบร์ก และลิเบอโรตัวฉกาจ โลธาร์ มัทเธอุส หลายคนจึงมองเห็นว่า เสือใต้ เป็นต่ออยู่ไม่น้อยในการแข่งขันนัดนี้

เมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้น เกมดำเนินไปตามความคาดหมายของแฟนบอล บาเยิร์น มิวนิค ทำผลงานได้ดีกว่า และยิงประตูขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 6 จากลูกฟรีคิกของ มาริโอ บาสเลอร์ ส่งผลให้แชมป์ลีกเยอรมันขึ้นนำก่อน 1-0

45 นาทีแรก ถือเป็นการแข่งขันที่ถูกควบคุมโดย บาเยิร์น มิวนิค แบบหมดจด เพราะหลังจากที่ขึ้นนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเล่นเกมบุกเพื่อเอาประตูคืน แต่เกมรับที่เหนียวแน่นจากระบบ 5-4-1 ส่งผลให้ทัพปีศาจแดงแทบทำอะไรไม่ได้ แถมเกมสวนกลับของเสือใต้ก็อันตรายมากกว่า จนเกือบทำประตูที่สองได้หลายครั้ง

หนึ่งคนที่สัมผัสเกมในสนาม และเชื่อว่า บาเยิร์น มิวนิค ควรเป็นฝ่ายชนะการแข่งขัน คือ ปิแอร์ลุยจิ คอลลินา ผู้ตัดสินชาวอิตาลีในเกมดังกล่าว ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ในอีก 21 ปีต่อมาว่า บาเยิร์น มิวนิค เหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างชัดเจน จนเจ้าตัวรู้สึกถึง “ความธรรมดา” ที่เกิดขึ้นในเกมนี้

“แน่นอนว่า นั่นคือค่ำคืนที่แสนพิเศษ แต่หลักๆมันมาจากสามนาทีสุดท้าย นอกเหนือจากนั้น ผมไม่คิดว่านี่คือแมตช์ที่ยอดเยี่ยมอะไร มันเป็นแค่แมตช์ธรรมดา หากคุณคิดว่า นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือเกมธรรมดาเกมหนึ่ง”

“จนถึงนาทีที่ 90 ผมคิดว่า บาเยิร์น มิวนิค จะเป็นฝ่ายชนะ เพราะพวกเขาเหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พยายามทำทุกสิ่ง แม้กระทั่งการขึ้นไปเล่นลูกเตะมุมของชไมเคิล พวกเขากำลังสิ้นหวัง แต่หลังจากนั้น พวกเขาสร้างเซอร์ไพร์สแก่ทุกคน”

4

เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คือสองนักเตะที่เปลี่ยนเกมธรรมดาใน คัมป์ นู ให้กลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษที่แฟนบอลทั่วโลกต้องจดจำ จากประตูในนาที 90+1 และ 90+3 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลิกเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค 2-1 คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่สองของสโมสรมาครอง

นับจากวินาทีนั้น “ปาฏิหาริย์ที่คัมป์ นู” กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าขานไปทั่วโลกฟุตบอล แต่ดังที่หลายคนกล่าวไว้ว่า “ประวัติศาสตร์เขียนขึ้นโดยมือผู้ชนะ” ความสำเร็จของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จึงกลายเป็นภาพจำที่บดบังความชอกช้ำ, ความโกรธเกรี้ยว และความผิดหวังของผู้เล่น บาเยิร์น มิวนิค เสียหมดสิ้น

ขุนพลกำลังเสือใต้รู้สึกอย่างไร เมื่อพวกเขาตกจากสวรรค์สู่นรก หลังเสียงนกหวีดสุดท้ายในค่ำคืนวันที่ 26 พฤษภาคม 1999 สิ้นสุดลง?

ความรู้สึกของผู้แพ้

“ผมจะจดจำเกมนี้ตลอดไปด้วยหลายเหตุผล อย่างแรกคือ ปฏิกิริยาของแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อพวกเขาทำประตูที่สองของเกม มันเป็นเสียงที่ดังมาก คล้ายกับเสียงสิงโตคำราม” ปิแอร์ลุยจิ คอลลินา กล่าวถึงภาพบรรยากาศที่เขาเห็นหลังจบเกม

5

“หลังจากนั้น ผมหันไปมองรีแอคชั่นจากผู้เล่นบาเยิร์น มิวนิค พวกเขาแสดงให้เห็นถึงความผิดหวัง พวกเขาทรุดลงกับพื้นในทันที หลังจากเสียประตูสุดท้าย ความแตกต่างระหว่างความสุข และความเศร้า โดยเฉพาะสายตาคู่นั้นของโลธาร์ มัทเธอุส คือสิ่งที่ผมจะไม่มีวันลืมในชีวิตนี้”

หากจะหาใครสักคนที่บรรยายความรู้สึกของนักเตะ บาเยิร์น มิวนิค ในคืนดังกล่าวได้ดีที่สุด คงต้องเป็น โลธาร์ มัทเธอุส แกนหลักของทัพเสือใต้ที่ทำผลงานได้ดีตลอดทั้งแมตช์ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกจากเกมในนาที 80 ของการแข่งขัน

ไม่มีใครรู้ว่า หาก มัทเธอุส ไม่ถูกเปลี่ยนตัวออก บาเยิร์น มิวนิค จะคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้หรือไม่? แต่สิ่งที่ทุกคนรู้แน่คือ เขาไม่มีโอกาสสัมผัสเกียรติยศอันสูงส่งที่เคยวาดฝัน

สายตาอันเศร้าสร้อยของมัทเธอุส ขณะเดินผ่านถ้วยบิ๊กเอียร์ กลายเป็นภาพที่หลายคนจดจำในค่ำคืนนั้น มากพอกับการที่เขาถอดเหรียญเงินออกจากคอแทบจะในทันที หลังจากขึ้นรับเหรียญรางวัล

6

“คืนนี้ทีมที่ดีที่สุดไม่ได้คว้าชัยชนะ แต่กลับเป็นทีมที่โชคดีมากที่สุด” มัทเธอุส ระบายความผิดหวังที่ก่อตัวขึ้นในใจ

“เราไม่สามารถโทษใครได้ โดยเฉพาะผลงานในช่วงเวลาปกติของเรา มันเป็นความรู้สึกที่ขมขื่น, โศกเศร้า และเกินกว่าจะเชื่อ พวกเราทุกคนผิดหวังมาก แต่เราไม่สามารถโทษใครสักคนในทีมได้ เพราะพวกเราควบคุมเกมตลอด 90 นาที”

“พวกเราโชคร้ายมากในวันนี้ หลายครั้งที่เรายิงชนเสา หรือ ชนคาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ผมไม่สามารถอธิบายอะไรได้เลย ตอนนี้ไม่มีใครคิดถึงเรื่องราวในฤดูกาลถัดไป พวกเราเศร้ากันมาก อย่างเดียวที่ผมรู้คือ ผมจะเล่นฟุตบอลต่อไป”

นักเตะทุกคนของ บาเยิร์น มิวนิค เชื่ออย่างสนิทใจว่า พวกเขาคือทีมที่ดีกว่า และสมควรเป็นผู้ชนะ ไม่มีใครสักคนในทีมเสือใต้ที่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงทดเวลา พวกเขาไม่รู้ว่าตัวเองพลาดตรงไหน? ไม่รู้ว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำประตูได้อย่างไร? อันที่จริง พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใด ทีมที่เล่นดีกว่า 90 นาที ถึงต้องพ่ายแพ้ให้แก่ทีมที่เล่นดีกว่าเพียง 3 นาที

“ผมไม่มีคำพูดไหนมาบรรยายช่วงเวลาที่บัดซบนี้ได้เลย มันโหดร้ายเกินไปสำหรับเรา” สเตฟาน เอฟเฟนแบร์ก คอมเมนต์สั้นๆ ถึงความรู้สึกของเขาที่มีต่อเกมนี้

ขณะที่ ซามูเอล คูฟฟูร์ ที่โชว์ฟอร์มแกร่งจนได้รับรางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนั้น แต่ดูเหมือนว่า รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมไม่ได้ช่วยให้เขาบรรเทากับความเสียใจจนลงไปนั่งคุกเข่า ร้องไห้ใคร่ครวญกับพื้นสนามได้เลย

7

อดีตปราการหลังทีมชาติกานา รำลึกความหลังว่า “หลังจบเกม ผมเอาแต่ร้องไห้ ผมตรงดิ่งไปที่สนามบินเพื่อไปที่เบอร์ลิน และเมื่อผมกลับไปยังมิวนิค ก็มีคนพูดถึงปฏิกิริยาของผมในเกมนั้น”

“จนถึงทุกวันนี้ ผมไม่ได้ดูเกมนั้นอีกเลย ถึงแม้ทุกคนจะพยายามฮึดตัวเองขึ้นมาหลังจากนั้น แต่มันไม่ง่ายจริงๆ เมื่อเราเข้าไปยังห้องแต่งตัวและรับรู้ว่าได้ปล่อยให้เหรียญแชมป์หลุดมือไป ไม่มีใครเชื่อว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น มันเป็นช่วงเวลาที่เศร้ามากๆในห้องแต่งตัว”

“ผมเป็นกังวลเกี่ยวกับแฟนบอล เพราะพวกเขาเชื่อในตัวเรามาก และถึงแม้ว่าผมจะได้รางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ แต่ก็ไม่ได้มีความหมายสำหรับผม การได้เห็นแฟนๆของเราร้องไห้ทำให้ทีมเรารู้สึกใจสลายไปเลย”

ล้มได้ก็ลุกได้

ภาพของนักเตะบาเยิร์น มิวนิค หลายคน ที่หมดแรงจะลุกขึ้นสู้ต่อหลังเสียประตูที่สอง จนคอลลินาต้องพยุงพวกเขาขึ้นจากพื้น คือสัญญะที่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปกับทัพเสือใต้

8

เพราะในท้ายที่สุด ทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในเยอรมัน กลับพลาดคว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ปี 1999 หลังแพ้ แวร์เดอร์ เบรเมน ในการดวลจุดโทษ 4-5 ถือเป็นความปราชัยช่วงท้ายเกมที่ขมขื่นไม่แพ้กัน และทำให้พวกเขาจบฤดูกาล 1998-99 โดยคว้าแชมป์ใหญ่เพียงรายการเดียว

แต่เสืออย่างไรก็เป็นเสือวันยันค่ำ อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ ปลุกหัวใจนักสู้ของ บาเยิร์น มิวนิค กลับมา จนคว้าดับเบิลแชมป์ ในฤดูกาล 1999-2000 จากความสำเร็จในถ้วย บุนเดสลีกา และ เดเอฟเบ โพคาล 

ก่อนจะกลับมาแก้ตัว เอาชนะรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2000-01 คว้าถ้วยบิ๊กเอียร์มาครอง หลังจากความผิดหวังที่ คัมป์ นู เพียงสองปี ที่สำคัญ ระหว่างเส้นทาง พวกเขาล้างแค้นทีมปีศาจแดงได้ในรอบก่อนรองชนะเลิศอีกด้วย

9

“การคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2001 เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม” คูฟฟูร์ ที่เป็นตัวจริงให้กับทีมเสือใต้ในนัดชิงชนะเลิศ ทั้งปี 1999 และ 2001 กล่าวต่อ “สำหรับผม มันคือความฝันที่ได้วางมือของตัวเองบนโทรฟี ขอบคุณพระเจ้าที่ให้ผมได้ทำสิ่งนั้น ตอนที่เราแพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 1999 ไม่มีใครคิดว่า บาเยิร์น จะกลับมาด้วยหัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่ง แต่เราทำได้ มันคือวิธีคิดและจิตใจแบบเยอรมันแท้ๆ พวกเขารู้ว่าต้องการอะไร”

การกลับมาคว้าแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ หลังความพ่ายแพ้อันน่าเหลือเชื่อ กลายเป็น “คาแรคเตอร์” ที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอของ บาเยิร์น มิวนิค นับจากปี 1999 เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน ซึ่งเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงปี 2012-2013

หลัง บาเยิร์น มิวนิค พ่ายแพ้แก่ เชลซี ในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2012 ทั้งที่พวกเขาเหนือกว่าอย่างชัดเจน แถมยังลงเล่นใน อัลลิอันซ์ อารีนา ซึ่งเป็นรังเหย้าของตัวเอง 

แต่เสือใต้กลับพลาดในการดวลจุดโทษ และแพ้แก่คู่แข่งจากอังกฤษ (อีกแล้ว) ด้วยสกอร์ 3-4 ซึ่งในสายตาของผู้บริหารทีมบางคน นี่คือ “นรกทั้งเป็น” ยิ่งกว่าความผิดหวังในปี 1999

10

“เมื่อผมตื่นขึ้นมาในทุกเช้า ความคิดแรกของผมยังวนเวียนเกี่ยวกับเกมนี้เสมอ ผมคิดว่ามันจะหลอกหลอนเราไปอีกนาน” 

“แต่ผมแพ้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกถึงสองครั้ง และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมรู้ดีว่า เวลาจะเยียวยาบาดแผลของเรา” คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก ซีอีโอ บาเยิร์น มิวนิค แสดงความมั่นใจว่า นักเตะของเขาจะทวงคืนความแข็งแกร่งกลับมา

และทัพเสือใต้ทำได้จริงดั่งที่คาดหวัง เพราะในฤดูกาลถัดมา บาเยิร์น มิวนิค เอาชนะ โบรสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-1 ในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2013 ถือเป็นการแก้ตัวจากความผิดหวังในปีก่อนหน้าแทบจะในทันที ไม่เพียงเท่านั้น ซีซั่นดังกล่าว บาเยิร์นคว้า 3 แชมป์ ได้สำเร็จเป็นทีมแรกของเยอรมันอีกด้วย

11

ประสบการณ์ที่ บาเยิร์น มิวนิค เรียนรู้จากความผิดพลาดในปี 1999 คือ “คนเราล้มได้ ก็ลุกได้” ในที่สุด บุคลากรของ บาเยิร์น มิวนิค จึงเข้าใจว่า การคร่ำครวญกับเรื่องราวในอดีตไม่มีประโยชน์อะไร แต่การพัฒนาตัวเองเพื่อป้องกันความผิดพลาดซ้ำสองสำคัญกว่า

นับจากปี 1999 เป็นต้นมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองเพิ่มได้เพียง 1 สมัย ในปี 2008 ขณะที่บาเยิร์น มิวนิค สามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 3 สมัย (2001, 2013 และ 2020) หากมองในระยะยาว เสือใต้ ประสบความสำเร็จกว่าคู่ปรับจากอังกฤษของพวกเขามาก

แน่นอนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1999 ยังคงฝังใจนักเตะเสือใต้หลายคน โดยเฉพาะ ซามูเอล คูฟฟูร์ ที่ถึงแม้จะแก้ตัวได้จากการเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดแชมป์ปี 2001 เขายังยอมรับว่า บาดแผลที่เกิดขึ้นในใจยังคงอยู่ และจะติดตัวเขาตลอดไป

“ผมยังคงรู้สึกถึงความเจ็บปวดนั้นอยู่ ผมไม่เคยย้อนกลับไปดูนัดชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก 1999 และจะไม่มีวันทำอย่างนั้น” 

แต่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ไม่ได้ตัดสินว่าเราจะล้มเหลวไปตลอดชีวิต ซามูเอล คูฟฟูร์ เรียนรู้บทเรียนสำคัญจากความผิดพลาดครั้งนั้น และกลับมาเป็นแชมเปี้ยนที่ภาคภูมิใจในอีกสองปีถัดมา

บาเยิร์น มิวนิค แสดงให้เห็นถึงหัวใจเสือที่บอกคนทั้งโลกว่า ล้มได้ ก็ลุกได้ เพราะยังมีความสำเร็จมากมายรออยู่ในอนาคต ขึ้นอยู่ว่าเราจะก้าวผ่านความผิดหวัง และพัฒนาตัวเองให้ดีพอกับรางวัลนั้นหรือไม่?

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on reddit
Reddit