เบอร์ 10 หายไปไหน ? : เมื่อโมเดิร์นฟุตบอลกลายเป็นสุสานของยอดแข้งที่พึ่งแต่พรสวรรค์


เบอร์ 10 หายไปไหน ? : เมื่อโมเดิร์นฟุตบอลกลายเป็นสุสานของยอดแข้งที่พึ่งแต่พรสวรรค์

เบอร์ 10 มีความหมายมากในโลกของฟุตบอล มันคือตัวแทนของนักเตะที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ในเกมรุก และการเคลื่อนไหวของพวกเขาเพียง 1 ครั้งก็อาจสามารถตัดสินเกมได้ในเสี้ยววินาที

จาก มิเชล พลาตินี่ มาจน ดิเอโก มาราโดนา ไล่มาถึงยุคหลัง ๆ อย่าง ซีเนดีน ซีดาน, ฮวน โรมัน ริเกลเม่, ริคาร์โด้ กาก้า และ เมซุต โอซิล พวกเขาเหล่านี้ล้วนแสดงถึงคำจำกัดความของนักเตะหมายเลข 10 ได้เป็นอย่างดี 

อย่างไรก็ตามเมื่อเราเหลือบมามองที่ยุคปัจจุบัน แข้งเบอร์ 10 ที่มีสไตล์การเล่นดังกลุ่มนักเตะที่กล่าวมาหายไปไหนหมด ?

ร่วมบอกเล่าประวัติศาสตร์ฟุตบอลผ่านช่วงเวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมากับ Main Stand ได้ที่นี่

ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือสัญลักษณ์ 

ที่มาของความโดดเด่นของนักเตะหมายเลข 10 คงต้องย้อนไปยังกฎเก่า ๆ ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ของฟุตบอลที่ให้นักเตะแต่ละทีมที่ลงสนามเป็นตัวจริงใส่เสื้อหมายเลข 1 ถึง 11 เพื่อง่ายต่อการดูและการตัดสินของกรรมการ ดังนั้นหากจะไล่จาก 1 ถึง 11 เราก็จะได้พบกับตำแหน่งที่ค่อนข้างตายตัว 1 คือผู้รักษาประตู 2 ถึง 5 มักจะเป็นกองหลัง 7 กับ 11 เป็นตัวรุกริมเส้น กองหน้าตัวเป้าเป็นเบอร์ 9 และ หมายเลข 10 เป็นตำแหน่งที่เราต่างเข้าใจตรงกันว่าเป็น “เพลย์เมกเกอร์” 

Goal.com อธิบายคุณลักษณะของนักเตะหมายเลข 10 หรือผู้ที่เล่นในตำแหน่งนี้ (เพลย์เมกเกอร์ที่สร้างเกมรุกและยืนอยู่หลังกองหน้า) ไว้ว่า “แท้จริงแล้วเสื้อหมายเลข 10 ถูกเข้าใจตรงกันว่าผู้ที่จะได้สวมใส่มันคือนักเตะตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ที่เป็นหัวใจสำคัญสำหรับเกมรุกของทีม เบอร์ดังกล่าวอยู่คู่กับฟุตบอลมานาน และความเข้าใจนั้นก็ถูกส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นว่า ‘เบอร์ 10 ไม่ใช่เบอร์ที่ใครจะใส่ก็ได้'”

 

“ผู้เล่นที่แบกรับเบอร์ 10 จะต้องเป็นนักเตะที่มีวิสัยทัศน์เฉียบแหลม ตระหนักรู้ถึงเกม มีทักษะการส่งบอล เทคนิค และความสามารถในการอ่านเกม เป็นตัวกำหนดจังหวะจะโคนในการเล่นเกมบุกของทีม ทักษะการผ่านบอลที่เฉียบแหลมของพวกเขาจะควบคุมกระแสเกมได้ ดังนั้นเราจะพบได้ว่านักเตะหมายเลข 10 ในยุคก่อนเปรียบเสมือนผู้เชิดหุ่นตัวหนึ่งที่เรียกว่า ‘ทีม’ หากวันใดพวกเขาเล่นได้วันนั้นพวกเขาจะทำให้ทั้งทีมเล่นดีตามไปด้วย เช่น เปเล่, ดิเอโก มาราโดนา, โยฮัน ครัฟฟ์ (แม้ว่าเขาจะใส่เบอร์ 14 อันเป็นเบอร์ที่เจ้าตัวชอบ), ซีเนดีน ซีดาน หรือ ลิโอเนล เมสซี่” เว็บไซต์ Goal ว่าเช่นนั้น 

หากใครที่ติดตามฟุตบอลก็น่าจะพอเข้าใจบทบาทนี้ได้ไม่ยาก เพราะมีนักเตะหมายเลข 10 หลายคนที่โด่งดังเป็นขวัญใจแฟนบอลทั่วโลก ดังนั้นเสื้อหมายเลข 10 จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสร้างสรรค์และความน่าตื่นตาตื่นใจของเกมฟุตบอล เพราะแน่นอนว่าเกือบ 100% ของคนที่ชอบดูฟุตบอลก็จะหลงใหลในเสน่ห์ของการเล่นเกมรุกแทบทั้งนั้น 

ฟุตบอลเกมรุก คือฟุตบอลที่ดูสนุกเร้าใจ ถ้าเปรียบกับรายการโทรทัศน์ก็คือรายการวาไรตี้ที่สร้างความบันเทิงให้กับทุกคนได้อย่างตรงเป้าหมายไม่ซับซ้อน ไม่ต้องตีความอะไรมากมาย เช่นการได้เห็นนักเตะอย่าง มาราโดนา ลากผ่านนักเตะ 7-8 คนเป็นของง่าย ได้เห็นนักเตะอย่างซีดานใช้เทคนิคหลอกล่อที่สวยงามดูมีราศีออร่าจับแตกต่างกับคนอื่น ๆ ได้เห็น โรนัลดินโญ่ ยักย้ายส่ายเอวเหมือนเต้นรำ หรือกระทั่งได้เห็น เมสซี่ เคลื่อนไหวเพียงไม่กี่จังหวะก็สามารถหลอกคนที่พยายามจับตายเขาให้หลงทางได้ในเสี้ยววินาที … ของแบบนี้มันเห็น ๆ กันอยู่แบบชัด ๆ ต่อให้ดูบอลไม่เป็นหรือไม่เคยดูฟุตบอลมาก่อนคุณก็เข้าใจได้ทันทีว่า “คนนี้เก่งที่สุดในทีม” อย่างง่ายดาย 

เมื่อฟุตบอลคือความเอ็นเตอร์เทนที่ต้องทำให้คนดูสนุก เมื่อนั้นหมายเลข 10 จึงกลายเป็นตัวแทนของความเก่งกาจ เหนือชั้น และเป็นผู้เล่นที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ นั่นคือเหตุผลว่าทำไม เบอร์ 10 จึงมักถูกยกให้กับนักเตะที่ดีที่สุดในทีม โดยเฉพาะในการแข่งขันระดับทีมชาติ ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ๆ ทุกวันนี้

การเปลี่ยนแปลงของฟุตบอล 

อย่างไรก็ตามทุกวันนี้คำจำกัดความของนักเตะหมายเลข 10 แทบจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สิ่งที่คุณได้อ่านไปด้านบนคงเหลือไว้เพียงแค่แก่นเท่านั้น นั่นคือนักเตะหมายเลข 10 ยังคงเป็นตัวแทนแห่งความสร้างสรรค์และเป็นผู้บัญชาการเกมรุกของทีมเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามบางครั้งพวกเขาเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นอีกแล้วในทุกวันนี้ 

เนื่องจากฟุตบอลก็เหมือนกับอีกหลายสิ่งบนโลกนี้ที่ต้องวิวัฒนาการไปข้างหน้าเสมอ ในอดีตตั้งแต่ยุค เปเล่ หรือไล่มาจนถึงยุค 90s เราก็ยังพอได้เห็นนักเตะหมายเลข 10 ที่ทำหน้าที่เป็นเบอร์ 10 จริง ๆ อยู่มากมาย นั่นคือการสร้างเกมรุกและลอยสูงอยู่แดนบนโดยมีส่วนร่วมกับเกมรับน้อยมาก แต่พวกเขาก็ยังคงโดดเด่นและเป็นที่ต้องการของแทบทุกทีมเสมอ

เหตุผลเพราะฟุตบอลยุคเก่านั้นมีความละเอียดของแทคติกน้อยกว่าในยุคปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อใช้แทคติกน้อยกว่าสิ่งที่ต้องนำมาใช้เป็นหลักคือเทคนิคและความสร้างสรรค์ เมื่อเป็นเช่นนั้น นักเตะหมายเลข 10 ที่มีลักษณะประเภท “ศิลปินลูกหนัง” เล่นตามใจ ตามจินตนาการ จึงมีบทบาทแยกจากคนอื่น ๆ ในทีมอย่างชัดเจน พวกเขาจะมีพื้นที่ให้เล่น มีพื้นที่ให้คิด มีเวลาให้ตัดสินใจ … เมื่อมีเวลาให้พวกเขาเท่ากับว่าพวกเขาก็มีโอกาสจะร่ายมนต์มากขึ้นด้วยนั่นเอง

 

เรื่องนี้ไม่ได้กล่าวขึ้นลอย ๆ แต่อย่างใด มีการสำรวจจากเว็บไซต์ sciencenordic.com ที่สรุปเป็นสถิติอย่างชัดเจนว่า ในช่วงปี 10 กว่าปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2008) นักเตะในพรีเมียร์ลีกอังกฤษมีค่าเฉลี่ยในการวิ่งมากกว่าเดิมถึง 50% 

ยกตัวอย่างง่าย ๆ แบบให้เห็นภาพ เมื่อย้อนกลับไปในอดีต นักเตะคนไหนมีค่าเฉลี่ยในการวิ่งรวม 1 เกมแตะ 10 กิโลเมตร ก็จะถูกยกให้เป็นนักเตะปอดเหล็กแล้ว แต่ในปัจจุบันเอาที่เห็นภาพชัด ๆ นักเตะอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ของเชลซีและทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกปี 2018  มีค่าเฉลี่ยการวิ่งต่อเกมขั้นต่ำอยู่ที่ 11.85 กิโลเมตร ขณะที่ เจมส์ มิลเนอร์ ของ ลิเวอร์พูล ในวัย 35 ปียังเคยทำสถิติการวิ่งต่อ 1 เกมมากถึง 12.63 กิโลเมตรมาแล้ว ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2020-21 ที่ ลิเวอร์พูล ชนะ อาหยักซ์ 1-0 

ไม่ใช่แค่นักเตะตำแหน่งมิดฟิลด์อย่าง ก็องเต้ และ มิลเนอร์ เท่านั้น นักเตะตำแหน่งอื่น ๆ ในยุคปัจจุบันก็ยังวิ่งมากขึ้นกว่าเดิมด้วย เคยมีการเปิดเผยสถิติของ โคเอน กาสตีลส์ นายทวารทีมชาติเบลเยียมของ โวล์ฟสบวร์ก ก็ยังมีค่าเฉลี่ยในการวิ่งมากถึง 6.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่นักเตะเกมรุกอย่าง กิลฟี่ ซิเกิร์ดส์สัน ที่เคยเล่นให้กับ สวอนซี และ เอฟเวอร์ตัน ก็เคยทำสถิติการวิ่งมากถึง 13.18 กิโลเมตรมาแล้ว 

สิ่งที่เราพยายามจะบอกคือ เกมฟุตบอลในปัจจุบันใช้ความฟิต พลังของร่างกาย ความเข้าใจเกม และการยึดมั่นในระบบการเล่นของทีมเป็นหลัก รับก็รับกันทุกทีม บุกก็บุกกันทั้งทีมเช่นกัน ดังนั้นเมื่อฟุตบอลยุคปัจจุบันมีจำนวนผู้เล่นในเกมรับมากขึ้น อีกทั้งนักเตะเกมรับแต่ละคนยังวิ่งกันมากกว่าเดิม มันจึงทำให้เหล่าหมายเลข 10 ผู้เป็นศิลปินลูกหนังได้ใช้พรสวรรค์และการสร้างสรรค์ของพวกเขาน้อยลงเป็นเงาตามตัว

 

ศาสตราจารย์ ปีเตอร์ ครัสทรัพ ผู้เขียนร่วมจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นเดนมาร์ก สรุปถึงเรื่องยุคสมัยที่เปลี่ยนไปของฟุตบอลว่า “จังหวะฟุตบอลโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างมาก และดูเหมือนว่าความเข้มข้นของการวิ่งและการใช้พละกำลังจะคงที่เกือบตลอดทั้งเกม ช่วงเวลาพักหรือการเคาะบอลไปมาแทบไม่มีให้เห็นแล้ว มันถูกแทนที่ด้วยช่วงการวิ่งที่มีความเข้มข้นสูงจำนวนมาก”  

เมื่อฟุตบอลปัจจุบันเป็นการเล่นเป็นทีมที่อาศัยพละกำลัง ความฟิต และยึดมั่นในระบบการเล่นเป็นอย่างมาก การจะใช้โควตาให้นักเตะคนใดคนหนึ่งในทีมเล่นเกมรุกฟรี ๆ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หากใช้นักเตะแบบนั้นก็มีแต่จะเสียประโยชน์และเปิดช่องให้คู่แข่งจนกลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดี 

โยอาคิม เลิฟ กุนซือทีมชาติเยอรมันชุดแชมป์โลกปี 2014 เคยพูดถึงเรื่องดังกล่าวในช่วงปี 2018 ที่เขาเคยโดนวิจารณ์เรื่องการไม่ค่อยใช้งาน เมซุต โอซิล เพลย์เมกเกอร์ผู้สวมหมายเลข 10 ของทีม โดยเลิฟ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “เพลย์เมกเกอร์คือสิ่งที่ตกรุ่นในฟุตบอลยุคนี้ไปแล้ว”  

“สถานการณ์ของผู้เล่นหมายเลข 10 เปลี่ยนไปแล้ว มันไม่มีอยู่จริงในทุกวันนี้ นักเตะอย่าง กุนเธอร์ เน็ตเซอร์, มิเชล พลาตินี่ และ ซีเนดีน ซีดาน คือสิ่งที่เราหาไม่เจอกันมาหลายปีแล้ว” เลิฟ กล่าวเริ่ม

“ทุกวันนี้เราได้เห็นนักเตะที่เป็นเพลย์เมกเกอร์ต้องถอยร่นไปยืนลึกกว่าที่เคยเป็นและเล่นเกมรับมากกว่าเดิม ความสำคัญของพวกเขายังคงมีอยู่ แต่คำจำกัดความของพวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว การจะให้ยืนอยู่ที่แดนบนแล้วเล่นกับกองหน้าในสไตล์เบอร์ 10 แบบคลาสสิกฟุตบอลไม่มีจริงอีกต่อไป”

 

อย่างไรก็ตามทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนมีข้อยกเว้น … สำหรับ เบอร์ 10 ที่เลิฟบอกว่าไม่มีจริง คงต้องบอกว่ายังพอใช้กับนักเตะหมายเลข 10 ที่สามารถบันดาลผลการแข่งขันได้ด้วยตัวคนเดียวได้อย่าง ลิโอเนล เมสซี่ หนึ่งเดียวในโลกาคนนี้ 

เมสซี่ เคยทำสถิติไว้ในเกม เอล กลาซิโก้ เมื่อปี 2017 ที่ เมสซี่ ทำไป 1 ประตูและอีก 1 แอสซิสต์ พา บาร์ซ่า บุกชนะ เรอัล มาดริด 3-0 โดยในเกมนั้นมีการเก็บสถิติของ เมสซี่ ว่าเขาใช้เวลา 75 นาทีจาก 90 นาทีในสนามไปกับการเดินทอดน่อง และจ๊อกกิ้งเบา ๆ อีก 9 นาที โดยมีการใช้สปีดเต็มฝีเท้าหรือการสปรินต์รวมกันแค่ไม่ถึง 6 นาทีเท่านั้น

ถ้าเป็นนักเตะคนอื่น ๆ เราสามารถพูดได้ว่าเขาเป็นนักเตะที่ขี้เกียจวิ่งและเป็นจุดอ่อนของทีมจนเป็นภาระของเพื่อนได้ แต่นี่คือ เมสซี่ หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ยังพอจะทำหน้าที่เบอร์ 10 แบบคลาสสิกได้

ไม่ตายแต่กลายพันธุ์ 

แม้เราจะพยายามบอกว่านักเตะหมายเลข 10 ได้ตายจากวงการฟุตบอลไปเกือบสมบูรณ์แบบแล้วเนื่องจากวิธีการเล่นที่เข้มข้นของเกมฟุตบอลปัจจุบัน แต่ที่สุดแล้วจะพูดแบบนั้นไปทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะโลกนี้มีคำว่า “วิวัฒนาการ” นั่นเอง 

แมลงสาบ มีชีวิตอยู่ตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์และเอาตัวรอดมาได้ถึงยุคปัจจุบันก็เพราะการปรับตัวของพวกมัน ดังนั้นเรากำลังจะบอกว่านักเตะเพลย์เมกเกอร์เบอร์ 10 ก็เช่นกัน นักเตะเซนส์สูง เล่นเกมรุกเก่ง บันดาลชัยชนะให้ทีมได้จากการเล่นบอลเพียงจังหวะเดียวยังมีอยู่มากมาย พวกเขาอยู่ในโลกฟุตบอลปัจจุบันได้ด้วยคำ ๆ เดียวนั่นคือการ “ปรับตัว”

ตัวอย่างที่เราเห็นชัดที่สุดคือ เควิน เดอ บรอยน์, ดาบิด ซิลบา และ แบร์นาโด้ ซิลวา 3 นักเตะของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ในอดีตเคยเป็นนักเตะที่เล่นตำแหน่งหลังกองหน้ามาทั้งหมด แต่เมื่อพวกเขามาเจอกับกุนซือที่เชื่อมั่นใน “โมเดิร์นฟุตบอล” อย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอลา พวกเขาทั้งหมดก็ต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทกันไป และในบางเกมพวกเขาก็ลงสนามเป็น 11 ตัวจริงพร้อมกันทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ 

เควิน เดอ บรอยน์ คือตัวรุกระดับพรสวรรค์ที่ปัจจุบันโดนเปลี่ยนมาเล่นบทบาทที่เรียกว่า “8/10 ไฮบริด” (8/10 Hybrid) หรือการยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางที่ช่วยเกมรับเมื่อถึงเวลาและสร้างเกมรุกจากความสร้างสรรค์เมื่อเขาได้โอกาส เราจะเห็นได้เลยว่า เดอ บรอยน์ เป็นนักเตะพรสวรรค์สูงที่ขยันวิ่งแทบตลอดทั้งเกม หน้าของเขาจะแดงก่ำเป็นภาษากายให้เห็นถึงความทุ่มเท ทัศนคติ และการปรับตัวเข้ากับระบบการเล่นของทีมอยู่เสมอ นั่นคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ เดอ บรอยน์ ยังคงเป็นนักเตะระดับโลกแม้จะเปลี่ยนบทบาทการเล่นในทุกวันนี้ 

“หนึ่งในผู้เล่นที่มีพรสวรรค์ที่สุดในโลกที่เล่นแบบนี้” เป๊ป กล่าว 

“ไม่มีการกังวลอะไรในเรื่องนี้ คุณสามารถเล่นแย่ เจอฟอร์มที่แย่ แต่ในแง่ของการวิ่งเพื่อช่วยทีม เพื่อช่วยกันเพรส คุณต้องทำ เราสามารถเล่นได้ดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าใน 5 ปีที่เราอยู่ด้วยกัน ผู้เล่นของเราทำงานหนักและต่อสู้ด้วยกันทุกเกม นั่นคือสิ่งที่ผมภูมิใจอย่างไม่น่าเชื่อ” กุนซือเรือใบสีฟ้าพูดถึง เควิน เดอ บรอยน์ 

ทุกวันนี้นักเตะหมายเลข 10 ต้องปรับตัวกับเกมโมเดิร์นฟุตบอลตามที่ เป๊ป ได้กล่าวมา ซึ่งยังมีทีมที่ดีที่สุดในโลกอีกหลายทีมที่ไม่ใช้นักเตะเบอร์ 10 แบบคลาสิก แต่ปรับมาเป็น 8/10 ไฮบริด หรือแบบอื่นอีกมากมายหลายกรณี

ลิเวอร์พูล ของ เยอร์เกน คล็อปป์ ไม่มีเบอร์ 10 ตายตัว นับตั้งแต่ขาย ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ไปในปี 2018, บาเยิร์น มิวนิค กับ โธมัส มุลเลอร์ ที่ขยันวิ่งขึ้นสุดลงสุด หาพื้นที่ว่างเก่งจนถูกบัญญัติสไตล์การเล่นว่าเป็น “รอมดอยเตอร์” (Raumdeuter) หรือ “นักล่าหาช่อง”, บาร์เซโลน่า กับ เปดรี้ ดาวเตะวัยรุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องเทคนิคและพละกำลัง โดยในฤดูกาล 2020-21 เขาได้ลงสนามไปมากถึง 73 เกมทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ, เรอัล มาดริด กับระบบ 3 กองกลางที่วิ่งกันเป็นม้าด้วยนักเตะอย่าง คาเซมิโร่, โทนี่ โครส และ ลูก้า โมดริช 

เมื่อพรสวรรค์อย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ ฟุตบอลยุคปัจจุบันยกคำว่า “ทีม” มาก่อนเป็นอันดับ 1 … ดังนั้นต่อให้จะมีพรสวรรค์แค่ไหนแต่สุดท้ายก็ยากจะประสบความสำเร็จในระดับสูงในเกมที่ทุกอย่างสูสี มีโอกาสแพ้ชนะกันในเสี้ยววินาที ทุกอย่างล้วนสำคัญเท่ากัน 

พรสวรรค์ ไม่ได้กลายเป็นข้อแม้เหมือนฟุตบอลยุคเก่าอีกต่อไป คุณต้องมีพรสวรรค์ ความขยัน และทัศนคติด้วย … นี่คือเหตุผลที่ เบอร์ 10 แบบคลาสสิก แทบจะหาไม่เจออีกแล้วในโลกโมเดิร์นฟุตบอลทุกวันนี้ 

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on reddit
Reddit