“โธมัส ฮิตเซิลสแปร์เกอร์” : กัปตันทีมชาติเยอรมันที่ทำให้โลกรู้จักและยอมรับนักเตะ LGBTQ


"โธมัส ฮิตเซิลสแปร์เกอร์" : กัปตันทีมชาติเยอรมันที่ทำให้โลกรู้จักและยอมรับนักเตะ LGBTQ

“ผมพูดออกมาให้ทุกคนรู้ว่าแท้จริงแล้วผมเป็นอะไร มันอาจจะทำให้ผมเจ็บปวด แต่ผมคิดว่าคนที่ไม่ได้เปิดเผยตัวตนของตัวเอง น่าจะเป็นคนที่ต้องเจ็บปวดมากกว่า”

ว่ากันว่าฟุตบอลคือกีฬาของผู้ชาย เข้าปะทะ ชิงไหวชิงพริบ และใช้สัญชาตญาณความเป็นผู้ชนะเข้าห้ำหั่นกันตลอด 90 นาที.. แต่นั่นไม่ใช่เรื่องจริงแม้แต่น้อย

นี่คือเรื่องราวของ โธมัส ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ นักเตะที่เคยสวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ และประกาศตัวเองว่าเขาคือชาว “LGBTQ” ในยุคที่การเหยียดเพศและเหยียดผิวดุเดือดกว่าปัจจุบันนี้มาก

เขาประกาศตัวเพื่อให้ตัวเองลำบากกว่าเดิม และต้องการเป็นเป้าสายตาทำไม? 

ติดตามได้ที่นี่..

แกไม่มีแฟนเหรอวะ? 

ตำนานเล่าว่า พระเจ้าคือผู้สร้างมนุษย์ 2 คนแรกบนโลก นั่นคือ อดัม กับ อีฟ.. คนหนึ่งเป็นผู้ชาย คนหนึ่งเป็นผู้หญิง นี่คือหนึ่งตัวอย่างของความเชื่อที่ทำให้คนที่ดูแตกต่างจาก ผู้ชาย และ ผู้หญิง ถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด

1

เรื่องเพศที่ 3 ในยุคสมัยก่อนเป็นเรื่องที่เอาออกมาพูดคุยและถกเถียงได้ยากกว่าสมัยนี้มาก ย้อนกลับไปสัก 30 ปี เพศที่ 3 หรือ ชาว LGBTQ มักจะโดนเรียกชื่อด้วยคำนามที่ถูกคิดค้นมาใหม่เพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ แม้จะไม่รู้ว่าใครคือคนที่คิดค้นคำนามที่ไว้ใช้แดกดันหรือล้อเลียนขึ้นมา แต่ที่แน่ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยได้ผ่านการยอมรับจากชาว LGBTQ แม้แต่น้อย พวกเขาต้องทนรับคำพูดเหล่านั้นโดยที่ยากจะเอ่ยปากเถียง และเหนื่อยที่จะอธิบายเพราะสิ่งเหล่านี้ฝังรากในทุกสังคมทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นักฟุตบอล” เพราะเคยมีนักฟุตบอลที่เคยฆ่าตัวตายเพราะการประกาศตัวตนมาเเล้วในอดีต (จัสติน ฟาชานู)

โธมัส ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ คือเด็กชายที่เติบโตมากับฟุตบอลตั้งแต่ยังเด็ก เขาเอาจริงเอาจังกับฟุตบอลมาตลอดและเป็นเด็กเก่งระดับแถวหน้าของประเทศเลยด้วยซ้ำ เขาสามารถคัดตัวเข้าระบบเยาวชนของทีมที่ดีที่สุดในประเทศอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ก่อนที่จะย้ายออกมาอยู่กับ แอสตัน วิลลา ในพรีเมียร์ลีก เพื่อโอกาสการลงสนามและพิสูจน์ตัวเองให้มากขึ้นกว่าที่เคย และเมื่อมาถึงอังกฤษเขาก็ได้รับโอกาสนั้นจริงๆ 

ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ ขึ้นมาเป็นตัวหลักของ วิลลา ในฐานะกองกลางตำแหน่งห้องเครื่องที่เล่นได้ดุดันและมีไหวพริบในการออกบอล ทว่าจุดเด่นที่สุดของเขาคือ “การยิงที่รุนแรง” เท้าซ้ายของเขาทรงพลังจนถึงขั้นมีแฟนบอลตั้งฉายาให้เขาว่า “เดอะ แฮมเมอร์” (หนักเหมือนกับค้อนปอนด์) เลยทีเดียว เขาทำสิ่งเหล่านี้ได้เพราะความกล้าหาญที่จะออกมาเผชิญโลกกว้าง และเขาเรียกมันว่าทัศนคติของผู้ชนะ

2

“แอสตัน วิลลา คือสถานที่สุดพิเศษ ผมโตขึ้นมากในการย้ายมาที่นี่ ครั้งหนึ่งในการแข่งกับ คาร์ดิฟฟ์ ผมที่เป็นน้องใหม่ย้ายมาจาก บาเยิร์น มิวนิค เดินทางไปเล่นเกมเยือนโดยไม่ได้พกชุดแข่งไป เพราะผมไม่รู้ว่าต้องเอาไปเองด้วย”

“เกมนั้นผมต้องยืมเสื้อของเพื่อนอีกคน ยืมกางเกงของเพื่อนอีกคน เอามารวมร่างเพื่อให้ใส่ลงแข่งขันได้ จากนั้นผมลงไปแข่ง และนั่นคือเกมที่ดีที่สุดที่ผมเคยเล่นให้วิลล่า”

“การย้ายทีมครั้งนั้นทำให้ผมถามตัวเอง ผมเข้าห้องอาบน้ำและถามตัวเองอีกครั้งว่า ‘ฉันมาที่นี่เพื่ออะไร?’ ผมโตมากับอคาเดมีของ บาเยิร์น และมาแย่งตำแหน่งตัวจริงที่ วิลลา มันเป็นโลกที่แตกต่างกันมาก มันลำบาก แต่มันช่วยผมได้จริงๆ นักเตะอายุน้อยๆควรกล้าที่จะทำสิ่งนี้ นั่นคือการเผชิญหน้ากับความกลัวให้เร็วที่สุด”

ช่วงเวลากับ วิลลา คือช่วงเวลาที่น่าจดจำ มันทำให้เขาปีกกล้าขาแข็งและกลับไปเล่นที่เยอรมันอีกครั้งกับ สตุ๊ตการ์ท และการที่ทัพม้าขาวได้จอมทัพอย่างเขาไปร่วมทีม คือช่วงเวลาทองของสโมสรแห่งนี้ มันคือช่วงที่ ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ ประสบความสำเร็จมากที่สุด ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเยอรมันเมื่อปี 2007 เขาจดจำความหอมหวานของการชูถาดแชมป์บุนเดสลีกาได้ดี มันคือโมเมนต์สำคัญของชีวิต

ทว่าในขณะเดียวกัน เขากลับพบว่า ถาดแชมป์ที่ถืออยู่ไม่ใช่สิ่งที่ท้าทายที่สุดในชีวิตของเขา 

3

เขาคิดเสมอว่าตัวเองยังกล้าไม่พอ.. ไม่ใช่ในฐานะนักเตะคนหนึ่ง แต่มันคือฐานะ “มนุษย์คนหนึ่ง” เพราะ ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ ต้องเก็บงำความลับที่บอกใครไม่ได้มาโดยตลอด เขาอาจจะเตะฟุตบอลทุกเมื่อเชื่อวันตั้งแต่ 6 ขวบ พูดคุยเรื่องความฝันและความหวังที่จะเป็นแชมป์มากมาย แต่สิ่งที่เขาไม่เคยบอกเลยคือการประกาศให้เพื่อนร่วมทีมรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว “เขาเป็นเกย์” 

“แกไม่มีแฟนกับเขาบ้างหรอวะ?” นี่คือประโยคที่เขามักจะถูกถามเป็นประจำโดยเพื่อนๆในห้องแต่งตัว นักฟุตบอลทั่วไปควงสาวสวย ขับรถหรู และมีชีวิตแบบผู้ชายในฝันของใครหลายๆคน ทว่าสังคมในยุคนั้น ทำให้ ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ ไม่เคยกล้าบอกความจริงเลยสักครั้ง จนกระทั่งเวลาที่เหมาะสมมาถึง

Stand Out Speak Out 

ช่วงเวลาในช่วงยุค 2000s เป็นต้นมาจนถึงทุกวันนี้ คือช่วงเวลาที่กระแสของโลกใบนี้หลายอย่างเปลี่ยนไป ทุกสิ่งหมุนเร็วขึ้น แนวคิดและค่านิยมถูกเขย่าอย่างรุนแรง เมื่อโลกทั้งใบเชื่อมต่อกันด้วยอินเตอร์เน็ต ยุคที่ทุกคนสามารถเปิดเผยสิ่งที่ตัวเองคิด และได้รู้จักกับคนที่มีความชอบในด้านเดียวกัน จนกลายเป็นสังคมที่แข็งแกร่งพอที่จะประกาศตัวเองออกมาให้โลกได้รู้ 

มันคือช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะสำหรับ ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ ในการจะพูดสิ่งที่ออกมาจากหัวใจของตัวเอง ตอนนั้นโลกเปิดกว้างแล้ว เสรีทางความคิดได้รับการยอมรับหากไม่ทำร้ายใคร เช่นเดียวกับในโลกฟุตบอลที่ ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ นั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก กลายเป็นนักฟุตบอลแถวหน้า ไม่ว่าจะด้วยการเป็นแชมป์ลีก หรือแม้กระทั่งการติดทีมชาติเยอรมันไปมากกว่า 50 เกม นี่คือช่วงเวลาที่ทุกคนพร้อมจะฟัง ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรออกมาก็ตาม 

4

หลังจากจบภารกิจสั้นๆกับ เอฟเวอร์ตัน ในปี 2013 ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ ก็ประกาศแขวนสตั๊ด จากนั้นหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาเก็บเอาไว้อย่างยาวนานก็ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ

วันที่ 8 มกราคม 2014 เขาให้สัมภาษณ์กับสื่ออันดับ 1 ของเยอรมันอย่าง Bild เพื่อยอมรับถึงรสนิยมทางเพศของตัวเอง เขาประกาศอย่างเป็นสาธารณะว่า เขาเป็น LGBTQ และเริ่มเล่าถึงเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงต้องมาบอกเอาในวันที่ตัวเองประกาศเลิกเล่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะใน อังกฤษ, อิตาลี หรือเยอรมัน การเป็น LGBTQ นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไปแล้ว ผมสังเกตได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องแต่งตัวในสมัยที่ผมยังเล่นอยู่” เขาเริ่มกล่าวถึงช่วงเวลาเปลี่ยนชีวิต 

“ประการแรก ผมเองไม่เคยอายเลยสำหรับตัวตนที่ผมเป็น แต่คุณต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการร่วมโต๊ะอาหารกับผู้ชาย 20 คน ซึ่งแต่ละคนก็มักจะเล่าเรื่องตลกในแง่มุมของชายชาตรี คุยเรื่องหัวข้อความเป็นชาย.. ทุกสิ่งทุกอย่างคือสิ่งที่ผมรับได้ ตราบใดที่เรื่องตลกเหล่านั้นไม่ได้ดูถูกกันเกินไป”

5

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อผู้ชายรวมตัวกัน 20-30 คน หรือเป็นแก๊งเป็นกลุ่มใหญ่ ก็มักจะมีเรื่องราวคะนองปาก แซวกันแรงๆ พูดจาทะลึ่งสองแง่สองง่ามเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อว่าคือหนึ่งในการพิสูจน์ความเป็นชายของตัวเอง ซึ่งหลายครั้งมันอาจจะมีบางบทสนทนาที่อาจจะทำให้ “คนที่มีรสนิยมแตกต่าง” กลายเป็นคนที่ต้องหวานอมขมกลืนกับสิ่งเหล่านั้น 

ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ เล่าว่าสิ่งที่เขาเจอประจำในห้องแต่งตัวคือการเรียกใครสักคนว่า “ไอ้ตุ๊ด” หากว่ามีการเล่นที่เหยาะแหยะไม่แข็งแรง ซึ่งเขาเชื่อว่านั่นคือความคิดที่โบราณสิ้นดี ตัวของเขาเคยสวมปลอกแขนกัปตันทีม มีวิธีการเล่นที่ดุดันหนักหน่วง และมันทำให้เขามั่นใจว่าเมื่อมีโอกาสที่เขาจะได้พูดถึงเรื่องนี้ เขาจำเป็นจะต้องพูดมันออกมา เพื่อให้นักฟุตบอลที่เป็นชาว LGBTQ ไม่ต้องเจอกับสถานการณ์อันแสนอึดอัดเหมือนกับเขาเมื่อครั้งอดีต

“เกย์ไม่ใช่เรื่องที่ถูกเพิกเฉยในวงการฟุตบอลหรอกนะ มีหลายคนพยายามรณรงค์นั่นนี่มากมาย แต่ปัญหาของมันคือ นั่นมันแค่เปลือก ในห้องแต่งตัวต่างหากที่คุณจะเห็นสิ่งนี้ได้ชัด”

“พวกเขามักจะคุยกันในห้องแต่งตัวและเชื่อมโยงคาแรคเตอร์ที่อ่อนแอกับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ซึ่งผมว่านั่นมันโบราณคร่ำครึเกินไป ผมว่าใครที่เคยได้ดูผมเล่น เห็นสไตล์การเล่นของผม พวกเขาคงไม่คิดแบบนั้นหรอกนะ” 

เขาพยายามจะสื่อให้ทุกคนเข้าใจว่า “ฟุตบอลไม่ใช่เล่นได้เฉพาะแค่ผู้ชายเท่านั้น” ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม คุณสามารถเป็นนักฟุตบอลที่ดีได้ ผ่านการฝึกซ้อม ทุ่มเท และการพยายามเป็นผู้ชนะ ไม่ใช่แค่เกิดมาเป็นผู้ชายชาตรีเท่านั้นจึงจะเป็นแชมเปี้ยนได้ 

6

สิ่งที่เขาคิดเกิดขึ้นกับตัวเอง ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ โดนหัวโขนของการเป็นนักฟุตบอลครอบงำมาโดยตลอด เขาอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยผู้ชาย โดนยัดเยียดความคิด โดนปิดไม่ให้รู้สึกถึงความเป็นตัวเองด้วยความกลัว เขามีความลับในใจมานานพอสมควรจนกว่าจะรู้ใจตัวเองและกล้าพูด เพื่อให้ทุกอย่างถูกต้องและฟุตบอลเป็นเรื่องของความเท่าเทียม

ก่อนที่เขาจะประกาศตัวตนและเปลี่ยนแปลงโลกฟุตบอลนั้น ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ เคยคบหาดูใจกับแฟนสาวนานถึง 8 ปี แบบไม่ออกหน้าออกตา จนกระทั่งก่อนถึงวันแต่งงานแค่เดือนเดียว พวกเขาก็แยกทางกัน.. ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ เล่าว่าหลังจากเลิกกันกับแฟนสาวคนนั้น เขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายเหมือนกับเพื่อนร่วมทีมอีก 20-30 คนที่อยู่รายล้อมตัวเองมานานหลายปี

“เป็นช่วงเวลาที่ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดี มันคือช่วงเวลาที่ยากและยาวนานในการคิดและทบทวนสิ่งที่อยากบอกให้ทุกคนได้รู้ ความรู้สึกของผมมันบอกตัวเองมาได้สักพักแล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของผมคือการมีความรัก สร้างครอบครัว และอยู่เคียงข้างกับผู้ชายสักคน” ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ กล่าวกับ The Guardian ซึ่งเขารู้ดีว่าการจะเอ่ยคำนี้คือสิ่งที่ยากยิ่งและลำบากใจอย่างที่สุด

เหตุผลที่ควรบอก

การประกาศตัวของ ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ ในวันนั้นไม่ได้นำพาเรื่องเลวร้ายมาให้เขาเลย เขาเองก็พบว่า นั่นไม่ใช่เรื่องยากอะไรกับการยืนยันถึงสิ่งที่ตัวเองเป็นในยุคที่สังคมเปิดกว้างขึ้นมาก เขายังคงได้รับความเคารพจากคนอื่นๆ และความเคารพนั้นเกิดจากสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด ความสำเร็จในวันที่เป็นนักฟุตบอล และความกล้าหาญที่ออกมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคนที่ยังปกปิดตัวตนอยู่ 

“ชีวิตของผมเปลี่ยนไปเมื่อผมพูดถึงตัวตนของตนเองต่อสาธารณะ ผมคิดว่ามันเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นนะ” ฮิตเซิลสแปร์เกอร์เผย

7

คำว่าดีขึ้นในที่นี้ หมายถึงความสบายใจ ไม่ต้องปกปิด และหลายคนในสังคมยังให้การยอมรับ แต่เหนือสิ่งอื่นใด หากไม่มองอย่างโลกสวยจนเกินไปนัก ยังมีคนอีกหลายจำพวกที่ยังดูถูกเพศสภาพคนอื่นๆ และพร้อมจะพูดหรือพิมพ์สิ่งที่ไม่ถูกกาลเทศะต่อชาว LGBTQ ซึ่งตัวของ ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ ก็เจอสิ่งเหล่านั้นเช่นกัน เพียงแต่ว่าเขามองข้ามและไม่ให้ราคากับคำพูดเหล่านั้น เพื่อเป็นการตัดปัญหาทั้งหมด ไม่เอาส่วนน้อยมาทำให้ส่วนมากพัง นั่นคือแนวคิดที่เขาเป็นมาเสมอจนกระทั่งทุกวันนี้

“ในโซเชียลมีเดียนั้น ยังมีคนดูถูกผมเยอะแยะมากมาย พวกเขาพิมพ์แบบคึกคะนองปรักปรำกัน และพยายามสร้างความเจ็บปวด พวกเขาอยากจะให้ผมเห็นและให้ผมรู้สึก แต่ต้องขอโทษจริงๆที่สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทำให้ผมรู้สึกอะไรได้อีกต่อไป ผมมั่นใจในตัวเองมากพอ และแข็งแกร่งเกินกว่าที่คำพูดเหล่านั้นจะผ่านกำแพงของผมได้” 

หัวใจและความคิดคือสิ่งสำคัญ เมื่อแข็งแกร่งพอ ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ ก็เหมือนมีกำแพงที่ไม่ปล่อยให้สิ่งแย่ๆทะลุผ่านได้ เขาต้องการให้ชาว LGBTQ ทุกคนบนโลกใบนี้กล้าที่จะเปิดเผยตัวตนและใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง โดยเฉพาะในวงการฟุตบอลที่จำเป็นจะต้องอาศัยความกล้าเป็นอย่างมาก เพื่อจะบอกเพศสภาพของตัวเองเหมือนกับที่เขาทำ

8

“ตอนนี้โลกของเรารุดหน้าไปมากแล้ว สำหรับคนที่ไม่ได้เปิดเผยตัวตน ไม่ได้บอกเพื่อนและครอบครัวของพวกเขา มันคือเรื่องที่น่าเจ็บปวด และแน่นอนในโลกฟุตบอล สิ่งเหล่านี้ยังต้องการความกล้าหาญอย่างมาก เพราะมีอีกหลายเหตุการณ์ที่นักฟุตบอล LGBTQ ได้รับการเลือกปฏิบัติ พวกเขาต้องกล้า และต้องการคนที่ยืนหยัดอยู่ข้างๆ คนที่เป็นเพศอะไรก็ได้ไม่สำคัญ แต่เป็นคนที่กล้าบอกว่า ‘พวกเราไม่ยอมรับสิ่งนี้’ (การเหยียดเพศ)”

ทุกวันนี้ ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ เผชิญหน้ากับความจริงและมีความสุขดีกับทุกวันในชีวิต เขากลายเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารของสโมสรสตุ๊ตการ์ท อดีตต้นสังกัดของตัวเอง โดยเขาทำหน้าที่พัฒนานักเตะเยาวชนในอคาเดมี เพื่อให้ก้าวตามรอยนักเตะรุ่นพี่เก่งๆอย่าง โยชัว คิมมิช, แซร์จ นาร์บี้, แบรนด์ เลโน และอื่นๆอีกมากมาย 

ซึ่งหากจะกล่าวว่าสิ่งสำคัญที่เขามักจะสอนเด็กๆเป็นประจำคือเรื่องอะไร?.. แน่นอน มันต้องเป็นเรื่องที่เขาสามารถเป็นตัวอย่างให้กับเด็กๆเหล่านั้นได้ นั่นคือ ความกล้าหาญ นั่นเอง

“ถ้าผมจะขอให้ใครสักคนกล้าหาญ ผมจะต้องกล้าหาญให้พวกเขาเห็นเป็นตัวอย่าง” ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ กล่าวกับ The Athletic 

เด็กๆของ สตุ๊ตการ์ท ต้องการความกล้าหาญในการปกป้องความฝันของตัวเอง กล้าหาญที่จะปฏิเสธสิ่งที่จะนำมาซึ่งการถอยหลังของอาชีพ และแน่นอน คือการกล้าหาญพอที่จะเชื่อว่าตัวเองจะกลายเป็นนักเตะที่ดีได้ ด้วยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด

9

“สมัยก่อน ผมเคยเป็นนักเตะที่บอกเสมอว่า ‘ดูสิ ฉันยอดเยี่ยมขนาดไหน’ มาโดยตลอด ซึ่งผมพบว่ามันไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องเลย ทุกวันนี้ผมเห็นเด็กๆหลายคนไม่เต็มที่และไม่พร้อมสำหรับการทำงานหนัก ผมประหลาดใจที่มีนักเตะไม่กี่คนที่พร้อมจะสู้มากกว่าคนอื่นๆเพื่อจะกลายเป็นผู้เล่นชั้นยอด”

“นักเตะหลายคนมีข้ออ้างมากมาย และมันง่ายกว่าที่ชี้นิ้วไปที่คนอื่นและโทษอีกคน ผมเคยมีประสบการณ์นั้นมาแล้ว และผมจะบอกเด็กๆทุกคนว่า แท้จริงแล้ว ตัวเราเองต่างหากที่ควรพูดถึงมากที่สุด ไม่ต้องไปถามใคร เรารู้ดีว่าปัญหาของเราคืออะไร และเราต้องแก้ไขมันอย่างอย่างไรให้ถูกต้อง” 

ไม่ว่าจะในฐานะนักเตะหรือมนุษย์คนหนึ่ง สิ่งที่ ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ กล่าวมา ล้วนแต่นำมาปรับใช้ได้ทั้งนั้น ทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวเอง จะสูงต่ำก็อยู่ที่ทำตัว จะได้รับการยอมรับก็อยู่ที่ผลงาน และการไปถึงความสำเร็จนั้นไม่มีทางอ้อมและข้ออ้าง

สิ่งดีๆรออยู่ข้างหน้าเสมอถ้ารู้จักตัวเองมากพอ และให้เกียรติตัวเองในแบบที่ควรจะเป็น ไม่ว่าใครจะมองอย่างไรหรือจะมีตัวตนแบบไหนก็ตาม

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on reddit
Reddit